| ประชาชนโดยทั่วไปอาจไม่ทราบว่าราคาของก๊าซหุงต้ม (LPG) ที่เราใช้เป็นเชื้อเพลิงประกอบอาหารในครัวเรือน หรือตามร้านอาหารที่มีราคาประมาณ 250-260 บาทต่อถังขนาด 15 กิโลกรัมนั้น ต่ำกว่าราคาต้นทุนที่แท้จริงอยู่ถึง 200-250 บาทต่อถัง หรือประมาณครึ่งหนึ่ง เนื่องจากรัฐมีการควบคุมราคาขายส่งหน้าโรงกลั่นน้ำมัน และโรงแยกก๊าซ โดยกำหนดเป็นสูตรราคา พร้อมทั้งกำหนดเพดานราคาสูงสุดไว้ และมีการใช้เงินกองทุนน้ำมันเข้ามาชดเชยราคาด้วยส่วนหนึ่ง เพื่อลดผลกระทบต่อค่าครองชีพของประชาชนที่เกิดจากราคาก๊าซหุงต้มที่แพงขึ้น
แต่ผลจากการตรึงราคาดังกล่าว ทำให้ปริมาณการใช้ LPG เมื่อปีที่ผ่านมาเพิ่มขึ้นมากทั้งในภาคขนส่ง และการนำไปใช้เป็นวัตถุดิบในอุตสาหกรรมปิโตรเคมี คือเพิ่มขึ้นกว่าร้อยละ 30 โดยบรรดารถแท๊กซี่ต่างหันมาลงทุนปรับเครื่องยนต์เพื่อใช้ LPG แทนน้ำมันเบนซินที่มีราคาปรับตัวสูงขึ้นมากเฉลี่ย 5 บาทต่อลิตร ขณะที่ LPG ไม่มีการปรับราคาเพิ่มขึ้นเลย ซึ่งเป็นเหตุผลส่วนหนึ่งที่ทำให้ความต้องการใช้น้ำมันเบนซินลดลง รวมทั้ง ยังก่อให้เกิดปัญหาการลักลอบส่งออกไปขายในประเทศเพื่อนบ้านตามแนวชายแดน ทำให้ประเทศต้องแบกรับภาระในการชดเชยราคา LPG ในส่วนของการบริโภคที่ไม่เป็นตามวัตถุประสงค์ เพื่อลดผลกระทบต่อค่าครองชีพของประชาชน ที่มีสัดส่วนการบริโภคเพียงร้อยละ 55 ของความต้องการใช้ LPG ในประเทศทั้งหมด
การบิดเบือนราคาที่ไม่สะท้อนต่อต้นทุนตามตลาดโลกเป็นเวลานาน ส่งผลให้การใช้ LPG เพิ่มสูงขึ้นมากผิดปกติ และอาจส่งผลกระทบในระยะยาวต่อกรณีที่เจ้าของรถยนต์ที่ได้ลงทุนเสียค่าใช้จ่ายในการปรับเปลี่ยนเครื่องยนต์มาใช้ LPG แทนน้ำมันเพื่อต้องการประหยัดต้นทุนเชื้อเพลิง เนื่องจากรัฐมีนโยบายที่ชัดเจนว่าจะมีการลอยตัวราคา LPG ประมาณกลางปี 2549 ซึ่งจะทำให้ราคา LPG แพงขึ้นมาก แม้ว่าจะมีการเลื่อนเวลาการประกาศลอยตัวมาโดยตลอดก็ตาม
นอกจากนั้น ยังส่งผลกระทบต่อนโยบายการส่งเสริมการใช้ NGV ในภาคขนส่ง เนื่องจากผู้ใช้รถยนต์ส่วนใหญ่ยังคงนิยมที่จะปรับเปลี่ยนเครื่องยนต์มาใช้ LPG มากกว่า NGV เพราะมีค่าใช้จ่ายในการปรับเปลี่ยนเครื่องยนต์เพียงประมาณ 10,000 บาท ขณะที่การปรับเปลี่ยนเครื่องยนต์จากการใช้น้ำมันมาใช้ NGV ต้องเสียค่าใช้จ่ายสูง 30,000 50,000 บาท อีกทั้งมีความสะดวกในการหาสถานีบริการเติม LPG ที่มีมากกว่า 200 แห่งทั่วประเทศ ขณะที่สถานีบริการ NGV มีเพียง 40 กว่าแห่งเท่านั้น แม้ NGV มีราคาถูกกว่าเกือบครึ่งหนึ่ง โดยในปัจจุบัน LPG มีราคา 16.81 บาท/กิโลกรัม ส่วน NGV มีราคาเพียง 8.50 บาท/กิโลกรัม ซึ่งถ้าคิดเป็นค่าใช้จ่ายเชื้อเพลิง (บาท/กิโลเมตร) NGV จะประหยัดมากกว่า ราวร้อยละ 40 ดังนั้นการเปลี่ยนมาใช้ NGV จะทำให้คุ้มต่อการลงทุนได้ภายใน 6 เดือนเท่านั้น
ดังนั้น หากรัฐบาลมีนโยบายที่ชัดเจนในการส่งเสริมการใช้ NGV ซึ่งเป็นเชื้อเพลิงที่สะอาด และเป็นพลังงานทดแทนที่หาได้ในประเทศ ก็ควรเร่งลอยตัวราคา LPG ให้มีราคาสะท้อนตามต้นทุนที่แท้จริง รวมทั้งเร่งขยายสถานีบริการ NGV ให้ครอบคลุมพื้นที่มากขึ้น ก็จะทำให้ประชาชนหันมานิยมใช้ NGV ที่มีราคาถูกกว่า ส่วนปัญหาที่เกรงว่าราคา LPG ที่แพงขึ้นจะกระทบต่อค่าครองชีพนั้น ทางกระทรวงพาณิชย์ต้องเข้าไปควบคุมดูแลการปรับราคาอาหาร และสินค้าไม่ให้แพงขึ้นเกินความเป็นจริงของต้นทุนที่เพิ่มขึ้น ซึ่งน่าจะดีกว่าการทยอยปรับราคา LPG ขึ้นทีละน้อยดังเช่นในอดีต ที่ราคาอาหารและสินค้ามักจะเพิ่มขึ้นทุกครั้งตามที่มีการปรับราคา LPG
ถึงเวลาแล้วที่รัฐต้องตัดสินใจเรื่องนี้อย่างจริงจัง สร้างความชัดเจนเกี่ยวกับการลอยตัวราคา LPG เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาต่างๆในระยะยาว
|